Carboxytherapy

ปํญหาไขมันส่วนเกิน หรือ เซลลูไลท์ (Cellulite) เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก สำหรับผู้ที่รักสวยรักงาม และต้องการดูแลรูปร่างให้ดีอยู่เสมอ แต่เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง มักจะพบว่ามีไขมันส่วนเกิน หรือเซลลูไลท์ที่ไม่ต้องการ หนาเพิ่มตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัว ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อจะกำจัดเซลลูไลท์ ซึ่งคือ ก้อนไขมันใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวหนังแลดูตะปุ่มตะป่ำเหมือนเปลือกผิวมะกรูด ให้ลดลงและเรียบเนียนขึ้น

สาเหตุของการเกิดเซลลูไลท์ เชื่อว่าเกิดจากการที่ไขมันเคลื่อนตัวสูงขึ้นมาอยู่ในชั้นของผิวหนัง หรือเกิดจากการที่มีการไหลเวียน ของระบบเลือดในบริเวณนั้นลดลง การคั่งของน้ำเหลือง และฮอร์โมนที่ไม่สมดุลย์ เหตุผลที่ไขมันส่วนนี้ดูเป็นก้อนตะปุ่มตะป่ำ เพราะไขมันใต้ผิวหนังบางครั้งมีจำนวนมากจนกลายเป็นก้อนไขมัน ซึ่งแต่ละก้อนจะมีเปลือกเหนียวๆ หุ้ม ทำให้แลดูภายนอกเห็นเป็นลอนๆ ของก้อนไขมัน

บริเวณที่มีการสะสมของเซลลูไลท์มากก็คือ บริเวณต้นขา ต้นแขน หน้าท้อง รอบเอว และสะโพก เราสามารถตรวจสอบเซลลูไลท์ ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีง่ายๆ คือหงายท้องแขนแล้วใช้มืออีกข้างบิดแขน ถ้าพบกับผิวหนังที่มีลักษณะขรุขระเป็นก้อนคล้ายผิวส้ม นั่นคือเซลลูไลท์ ซึ่งจะไม่เรียบเนียนเหมือนไขมันทั่วไป

Carboxytherapy เป็นเครื่องมือที่นำมาทำการรักษาและขจัดไขมันส่วนเกิน หรือเซลลูไลท์แบบใหม่ โดยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ เข้าไปที่ชั้นไขมัน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นเทคนิคที่ง่าย สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูงในการลดไขมันเฉพาะที่ ขจัดเซลลูไลท์ รอยแตกลาย และความหย่อนคล้อยของผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีนี้ แพทย์จากประเทศฝรั่งเศส คือกลุ่มแรกที่มีการนำมาใช้เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1932 และขยายความนิยมสู่อิตาลี ในปี ค.ศ.1990 จากนั้น ก็ได้รับการยอมรับและนิยมใช้อย่างแพร่หลายทั้ง ในเอเชียและยุโรป

หลักการทำงานของ Carboxytherapy

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่ฉีดเข้าไป ( โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่ใช้เป็นก๊าซบริสุทธิ์ ในวงการแพทย์ใช้อยู่แล้วในการฉีดเข้าช่องท้อง ในขณะส่องกล้องตรวจอวัยวะภายใน จึงไม่มีอันตรายแต่อย่างใด เพราะละลายน้ำได้ดีและสลายตัวอย่างรวดเร็ว) ก๊าซจะละลายกับน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเป็นกรดคาร์บอนิค แล้วมีการปล่อยออกซิเจนจาก Hemoglomin mark ทำให้แคลเซียมไปจับกับกรดคาร์บอนิค ทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด แล้วเข้าไปทำลายเซลล์ไขมันให้แตกออก จึงกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน และเกิดเส้นเลือดใหม่ขึ้นมา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะทำงานแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1.ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จะทำหน้าที่กำจัดและทำลายเซลล์ไขมันได้เป็นอย่างดี

2. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะทำหน้าที่เพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้ดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการรักษาด้วยเทคนิค Carboxytherapy

ลดปัญหาเซลลูไลท์ สลายไขมันเฉพาะจุด ขจัดผิวส้ม ไม่ว่าจะเป็น น่อง ท้องแขน ต้นขา สะโพก หรือหน้าท้อง รอยแตกลายและ ความหย่อนคล้อยที่ไม่พึงปรารถนา อย่างง่ายดาย

การเตรียมตัวในการทำ Carboxytherapy
1. ควรสำรวจตัวเองว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เพราะในผู้ป่วยปัญหาทางจิตเวช ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเลือด หรือคนที่รับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Coumadin อาการแพ้ถุงมือ หรือผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ เพราะอาจทำให้อาการดังกล่าวแย่ลงได้
2. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหลังทำอาจจะทำให้รู้สึกง่วงนอน หรือหายใจลึกขึ้น
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดทานยาแก้หวัดหรือยาลดน้ำมูก เพราะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง อาจจะทำให้รู้สึกเพลียได้

ขั้นตอนและวิธีการในการทำ Carboxytherapy

เมื่อทำความสะอาดผิวแล้ว ก็จะใช้เข้มขนาดเล็กมากเพียง 0.3 มิลลิเมตร ผ่านเข้าไปในชั้นไขมัน โดยไม่ต้องทายาชา เพราะไม่เจ็บมาก จากนั้นจะค่อยๆ ปล่อยก๊าซเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ ด้วยปริมาณที่เหมาะสมต่อบริเวณนั้นๆ เช่น ใต้คาง 50 ซีซี หน้าท้อง 100-500ซีซี เป็นต้น ขณะที่เครื่องมือค่อยๆ ปล่อยก๊าซเข้าไปเรื่อยๆ ผู้รับบริการจะรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีด บริเวณที่ฉีดอาจรู้สึกอุ่นเล็กน้อยประมาณ 10-20 นาที เนื่องจากมีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งในบางคนก็อาจจะรู้สึกเจ็บ ควรจะแจ้งกับแพทย์หรือพนักงานที่ทำให้ปรับระดับความเจ็บให้ลดลงได้ (ในเครื่องรุ่นใหม่จะมีปุ่มปรับดังกล่าว ที่เรียกว่า RPR = Ramp Pain Reduction เช่น ยี่ห้อ Carbonnique ) ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปในไม่กี่นาที ในบางคนอาจจะสามารถคลำได้เสียงเหมือนมีก๊าซอยู่ใต้ผิว (cracking) แต่จะหายไปในเวลา 1ชั่วโมง และควรนวดเบาๆ หลังฉีดร่วมด้วย เพื่อให้ก๊าซกระจายอย่างสม่ำเสมอ หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ การทำต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 5-30 นาที แล้วแต่บริเวณที่ทำ ควรทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 5-10 ครั้ง และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อทำติดต่อกัน 5 ครั้งขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะพบว่าไขมันลดลงได้ประมาณ 30% แต่ส่วนใหญ่หลังทำประมาณ 10-15 ครั้งจึงจะสังเกตเห็นความแตกต่างลดลงได้ชัดเจน

ผลข้างเคียงและข้อแนะนำหลังทำ Carboxytherapy

หลังฉีด อาจจะรู้สึกเมื่อยหรือรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีด ในบางคนอาจจะพบรอยช้ำจากเข็มที่ฉีดได้ อาจจะอ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือหายใจลึกกว่าปกติ จึงไม่ควรขับยวดยนต์กลับทันที ควรพักให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นก่อน ในวันต่อมา ควรนวดด้วยครีมลดไขมันเฉพาะส่วนเป็นประจำ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดจากสะสมของไขมันส่วนเกินขึ้นมาอีก

สำหรับในประเทศไทย การสลายไขมันด้วยวิธี คาร์บ๊อกซี่เธอราปี ได้มีการนำเข้ามาใช้แล้วในวงการแพทย์ ประมาณปีกว่าๆ และเริ่มรู้จักกันอย่าง แพร่หลาย เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ไขมันที่พอกพูนหดหายไปได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งนับเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนอ้วนที่รักสวยรักงามในยุคนี้ แถมยังเห็นผลได้เร็วกว่าวิธีการ เมโซเธอราพี ( MESOTHERAPY ) ที่เรารู้จักกันดี แต่ก็ล้าหลังไปแล้ว ในขณะที่ คาร์บ๊อกซี่เธอราปี เป็นวิทยาการล่าสุดที่ได้ผลดีกว่า และไม่มีอันตรายเหมือนการดูดไขมันที่เป็นข่าวครึกโครมกันบ่อยครั้ง
 

สถานที่ตั้ง

นพ.พศุตม์ งามไว